2007/Jan/07


ในที่สุด Blog Tag ก็มาเยือน
เริ่มต้นจาก S65 ซึ่งคำเชิญนี้ ผมปลื้มมากจนคิดว่านี่เป็นเหมือนจดหมายรักจาก Sputnik65 เลย
ต่อมาด้วยคนใกล้ ๆ ตัวกันอย่าง TETE และ N.P ที่คุ้นเคยกันดีนอก Blog
และนี่ก็เป็นการลอบสังหารอันสัมบูรณ์แบบ
เขามีกฎว่า คนที่ได้รับ Tag จะต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง
ที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้ 5 เรื่อง แล้วก็ส่งต่อไปให้คนอื่นๆ อีก

1. Confusionists 
ชื่อ confusionists นี่
ลองนึกภาพมีคน 5 ตั้งวงเหล้านั่งพูดคุยกันอยู่ในหัวผมตลอดเวลา
นี่น่าจะเป็นวิธีอธิบายความสับสนของผมได้ชัดเจนที่สุด
บวกกับคาเรกเตอร์ของ ซาดาคิโยะ
ในการ์ตูนมหากาพย์เรื่อง 20th Century Boy ด้วยน่าจะดี

2. Oral Sex
เคยเข้าไปลองเล่นเว็บหาคู่ของฝรั่ง เป็นแชตออนไลน์
ครั้งแรก ๆ หาคนคุยด้วยไม่ได้เลย แต่อยู่มาวันนึงฝรั่งก็เข้ามาคุยตรึมเลย
นั่นเป็นเพราะข้อความที่ใส่ลงใน Profile ว่า
"There's A Little Bit of Your Taste in My Mouth"
"ยังมีรสชาติของคุณติดปากติดลิ้นฉันอยู่เลย"

3. Pissing in the Wind
ระหว่างบวชเป็นพระ คำสอนเดียวจากพระผู้ใหญ่ ในวัดที่จำได้ก็คือ
"เป็นพระห้ามยืนเยี่ยวนะ พระวินัยบอกไว้"
ถามใครก็ไม่เคยใด้รับคำตอบที่สมเหตุสมผลเลย เลยไม่ปฏิบัติตาม
หลายเดือนหลังจากสึก อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับพุทธประวัติ
"เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสที่ไม่จำเป็น ปัจจัยที่จะก่อให้เกิดกิเลส ตัฒหา"
พร้อมกับข้อความต่อท้ายว่า "โง่แล้วยังอวดดีอีกนะ"
ขยี้ตาอ่านดูอีกครั้ง ไม่มีประโยคหลังอยู่แล้ว
สงสัยตาจะฝาด

4. Never Went To Church
เคยกำแหงโกรธพระพุทธเจ้าอยู่เป็นเดือน ๆ
แม้จะบวชเรียนแล้ว แต่ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา
ฉุนนึกเอาว่าพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ สังสารวัฏวิถี
แบบว่ามันชวนหงุดหงิดนั่งเกาหัว
เวลานึกถึงเรื่องชาติภพ หลักกรรม การเวียนว่ายตายเกิด

โชคดีที่ความโง่อยู่กับผมไม่นาน
หลังจากนั้นก็ไปวัดตอนเย็นทุกวัน
ทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิที่วัดประมาณหนึ่งเดือน
เพราะทราบว่าบทสวดมนตร์ของการทำวัตร
มีความหมายในการสรรเสริญพระพุทธเจ้า

แต่ตอนนี้ความโง่ในเครื่องแต่งกายใหม่ก็กลับมาเยือน
หลังจากฝรั่งชวนเข้า Book Club เพื่ออ่านไบเบิลแล้วช่วยกันตีความ
สนุกสนานดี แต่ก็เริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง
คิดเอาเองว่าสังสารวัฎฎวิถีน่าจะเป็น
หลักการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของพระเจ้า
แต่ก็สงสัยว่าพระเจ้าซึ่งสร้างโลกอย่างเร่งรีบภายในเจ็ดวัน
อุตริดึงซี่โครงจากร่างกายมนุษย์ผู้ชายแล้วเอามาสร้างเป็นผู้หญิง
สร้างมนุษย์ที่โง่เขลาพอที่จะสร้างบาปให้ตัวเองโดยผลไม้ต้องห้ามเพียงลูกเดียว
จะเป็นคนเดียวกับผู้ที่คิดค้นหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดอันแสนซับซ้อนนี้เอง

5. Stones Taught Me To Fly
ถ้าให้พูดถึงชีวิตของตัวเอง
ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแหงนหน้ามองฟ้ามาตลอด
เหมือนกำลังมองหาอะไรที่อยู่ไกลลิบตา
เบื้องล่างก็พลางเดินเหยียบก้อนหินมากมาย
วันหนึ่งจึงเข้าใจว่า ก้อนหินนี่เองเป็นแรงบันดาลใจให้เราหัดโบยบิน
หลังจากศึกษาเรื่องปีกและวิธีการบิน
ถึงเวลาฝึกบินครั้งแรก
วินาทีที่ล่วงหล่นผ่านมวลอากาศอย่างง่ายดาย
กว่าจะรู้ตัวว่าได้สัมผัสพื้นดิน
ตัวเองก็กลายเป็นก้อนหินเสียแล้ว

"Stones Taught Me To Fly"
"ก้อนหินสอนให้ฉันโบยบิน"

ถูกต้องครับ เพลงเดียวกับเพลงประกอบการโอษฐกามในข้อ 2 นั่นแหละ

Damien Rice - Cannonball





นี่เป็นส่วนที่ยากลำบากที่สุด
นั่นคือการหาคนที่ยังไม่โดน Tag

1. พี่ Why
ต้นตำรับการเขียนน้อย แต่ได้มาก
2. ดอกทอง - Mraz Mania
หายไปพร้อมกับหนุ่มคนใหม่? ไม่รู้มีเวลาเขียนไหม
3. Sicky Noina
ความเล้นลับของหมีเสพยาเกินขนาด
4. Adverblog รู้จักงานโฆษณาจากที่นี่เปนที่แรก
5. Adออฟเดอะเวริ์ล โฆษณาเหมือนกัน


Comment

Comment:

Tweet


ลองยืนเยี่ยวโดยไม่จับ #R#$$##R
มันก้อเยี่ยวคล่องดีนะ

แต่ถ้าลืมตัว
มันจะเผลอไปจับ @$#Q%#$# ทุกทีไป
#9 by confusionists At 2007-01-09 14:35,
ยืนเยี่ยวนี่มันก่อให้เกิดกิเลสตัณหาได้เหรอนี่
#8 by s65 At 2007-01-09 14:30,
ว้าววววววว

นาน ๆ จะเจอความเห็น
เกี่ยวกับเรื่องสงสารวัฏแบบนี้

รวมถึงความเล้นรับของพระไตรปริฏกด้วย

นึกว่าไม่มีคัยคิดอะไรกันเลยซะอีก

ขออนุญาติ copy ไปไว้ที่ wordpress ด้วยละกัน
#7 by confusionists At 2007-01-08 07:42,
ว่าด้วยเรื่องจากข้อสี่นะ


แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายว่า คำว่า การเกิดในสังสาร คือการเกิดของบุคคล แต่โดยกาลามสูตรแล้ว ไหนหละ หลักฐานที่ว่า (แต่ถึงตอนนี้ช่างกาลามสูตรเถอะนะ คิคิ)
เราเลือกที่จะเชื่อว่า นั่นคือ การเกิด ขึ้นของกิเลส ในชาติภพ(ช่วงเวลาที่เกิดกิเลสอันนั้น) ตามท่านพุทธทาส เพราะอนุมานเอาว่า ท่านคงศึกษาและตีความศัพท์บาลีเอาตามที่เป็นประโยชน์ที่สุด เพราะในที่สุดก็ไม่มีใครรู้ว่า พระพุทธเจ้าว่าตามนั้นในไตรปิฏกหรือเปล่า มีพระรุ่นหลังเอามาเขียนใหม่ ชำระตีความใหม่อยู่หลายครั้ง
และต้องไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยใช้ไตรภูมิพระร่วง เป็นกฏหมาย มีชาติหลังความตายของบุคคลเป็นรางวัลหรือบทลงโทษ เจตจำนงของกฏหมายศาสนาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าไม่รู้ด้วยแน่ และนี่ อาจทำให้เกิดหลักฐานที่ว่ามากมายข้างต้น



---
ในราตรีที่ตรัสรู้นั้น พระพุทธเจ้าทรงได้ญาณ ๓
ญาณ ๒ ข้อต้นก็เป็นพระญาณอันเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายและของพระองค์เอง
ส่วนญาณที่ ๓ (อาสวักขยญาณ) เป็นพระญาณอันเป็นไปเพื่อความสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี คนเราเกิดมาเพียงชาติเดียวแล้ว
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจะมีความหมายอะไร
นิโรธและมรรคจะเป็นธรรมอันประเสริฐได้อย่างไร
แต่เพราะมีกรรม มีการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง อริยสัจ ๔ จึงเป็นพระญาณอันล้ำลึกของพระบรมศาสดา
บางคนกล่าวว่าที่ว่าความเกิดเป็นทุกข์นั้นหมายถึง ความเกิดขึ้นของกิเลสตัณหาในใจ ความเกิดของขึ้นของอหังการ มมังการ(ความยึดมั่นว่า ตัวกุ ของกุ) ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่
-----

อันนี้ก็เช่นเดียวกัน
ลองคิดดูว่า ญาณสองข้อต้น คือ รู้เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของกิเลส หรือตัวบุคคลก้ได้เอ้า

ญานสาม รู้การสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดของกิเลส ในหนึ่งชาติ (ชาติเช่นนี้ จึงอาจเป็นเวลาสั้นๆมากๆได้ )
กิเลสเกิดเพราะขันธ์ มีการตอบสนองเป็นกรรม คือทำหรือรู้สึกอะไรสักอย่างอันเนื่องมาจากกิเลส
นามธรรมพวกนี้ก็มีแก่ มีตาย
ถ้าใช้อริยสัจพิจารณาแก้ได้ ก็หมดกิเลสอันนั้น ดับแล้วก็นิพพาน คือเย็นเป็นสุข รู้ ตื่น และเบิกบาน แต่บางครั้งบางคราพอเผลอ เนื่องจากมีขันธอยู่ กิเลสเกิดขึ้นใหม่ หรือ กรรมกิเลสจากชาติกิเลสที่แล้วอาจส่งผลมาในกิเลสชาตินี้ได้อีก

ส่วนที่เขาเขียนว่า
อนึ่งถ้าถือว่าความเกิดที่ตรัสในนิเทศแห่งอริยสัจ
หมายถึงความเกิดของอหังการ มมังการแล้ว
ความแก่และความตายก็ควรจะหมายถึงความแก่และความตายของอหังการ มมังการด้วยเหมือนกัน
ความตายของอหังการ มมังการเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วยหรือ?
อันนี้คัดค้านกับอริยสัจแน่ๆ นอนเซนส์เอามากๆ
ถามกลับ อ วศิน คิดหรือว่า พระพุทธเจ้าจะบอกว่า
เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์ และอริยสัจ
คือการไม่ให้บุคคลเกิด (ใช้ถุงยาง หรือออรัลสิจ๊ะ ไม่ให้แก่ ใช้นีเวียสิจ๊ะ ไม่ให้เจ็บ ตรวจสุขภาพประจำวินาทีสิจ๊ะ ไม่ให้ตาย แช่ช่องแข็งสิจ๊ะ
เพราะในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ตาย แสดงว่าที่เป็นนิพพานก็ปาหี่สิจ๊ะ
#6 by N.P At 2007-01-08 03:34,
ไม่ได้รับ Blog tag จากใครในนาม adออฟเดอะเวินด์
แต่ได้รับในนามของ สาวสมองน้อย nomorebrain.exteencom ซึ่งก็คือคนคนเดียวกันนี่แหละท่าน

ว่าไปแล้วก็อยากเล่าอีก
ขอบคุณนะคะที่ Tag
ยินดีที่ได้รู้จัก....หลายๆ
#5 by ycmm (124.120.5.165) At 2007-01-07 23:23,
ตายแล้ว อิเชิ้นโดนแท็ก
โอเค๊ จะพยายามเขียน
#4 by ดอกทอง - Mraz Mania At 2007-01-07 19:49,
Blog Tag นี่ดีเหมือนกันนะนี่
ทำให้มีคนใหม่ ๆ เข้ามาอ่าน Blog ด้วย
--
จริง ๆ หมายตา Damien Rice มานาน
ชั่งใจระหว่าง "someone's trying to fuck with me, and
Set fire to my wood"
ใน The Rat within The Grain
กับ "waking up without you
Is like drinking from an empty cup" ใน The Animals Are Gone
--
แต่แบบนี้เหมือนมีคนมาช่วยตัดสินใจ
สงสัยจะได้ถ่วยเปล่า
#3 by confusionists At 2007-01-07 15:04,
ตามมา blog tag

เมื่อไรจะวินิจฉัย the animals were gone ครับ

แบบบว่ามาขอ มาขอ
#2 by filmsick At 2007-01-07 13:43,
แทกบล๊อก..หุหุ
#1 by Bazii3 - - - >> ! ด ะ ขี้ || J* At 2007-01-07 13:34,